Search This Blog

Showing posts with label politics. Show all posts
Showing posts with label politics. Show all posts

Tuesday, August 16, 2011

Search engines and politics (2): democratic tools????????????

จากตอนที่แล้ว Search Engines: democratic tools กับความหวังที่จะมีสื่อที่เสรี ไม่จำกัดค่ายใหญ่ ไม่จำกัดความคิด ของอินเตอร์เน็ต แต่ครั้นเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน อินเตอร์เน็ตก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของกลุ่มใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่ม กลุ่มใหญ่ๆ เหล่านี้สร้างฮับ เพื่อเชื่อมโยงลิ้งก์ที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน และก็กลายเป็นตัวกำหนดว่าใครจะถูกรวมอยู่ในกลุ่มหรือใครจะไม่ถูกรวม เว็บที่ถูกเห็นบ่อย หรือ highly visibility มีอยู่แค่ไม่กี่หน้า เป็นจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับเว็บเพจที่มีอยู่ ยากที่คนธรรมดาทั่วไปจะแสดงความเห็นแล้วจะมีคนสนใจ ถ้าไม่มีเจ้าใหญ่เหล่านี้มาลงสนับสนุน ซึ่งขัดกับหลักการการเป็นสื่อของทุกคน หรือ egalitarian หรือ หลักพื้นฐานของประชาธิปไตย democracy ไปเสียแล้ว

การที่ข้อมูล ข่าวสารนั้นมีอยู่มากมาย จากหลากหลายช่องทาง วิทยุ โรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ไม่มีทางที่เราจะมีเวลาเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้หมด ดังนั้นสื่อเหล่านี้จึงทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวกลาง intermediaries และบทบาทนั้นก็ยิ่งสำคัญมากในข้อมูลออนไลน์ที่มีมากมายจนไม่มีทางเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงเป็นแน่แท้ ตัวกลางสำคัญ intermediaries of online ก็คือ Search engines นั่นเอง

ในปี 2004 ประมาณว่าอเมริกันชนกว่าร้อยละแปดสิบใช้ Search engines และส่วนใหญ่จะเข้าใช้อย่างน้อยวันละหนึ่งหน search engines จึงเป็นเครื่องมือที่นิยมที่สุดในการ เข้าถึงข้อมูลการแพทย์ การเมือง ศาสนา และแทบทุกๆอย่างบนโลกออนไลน์ กล่าวกันว่าเกือบร้อยละแปดสิบของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสหรัฐ หาข้อมูลผู้สมัครโดยเริ่มต้นที่ Search Engines (ในประเทศที่เจริญแล้ว การใช้อินเตอร์เน็ตจึงมีบทบาทสำคัญมากในทุกๆด้าน และเขาจึงสนใจศึกษาผลกระทบของมันอย่างมาก ในบ้านเรา ผลกระทบตรงนี้ ยังไม่ชัดนัก เนื่องจากการใช้อินเตอร์เน็ตยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะในชนชั้นกลางในเมือง)

Search ENgines  จึงทำหน้าที่เหมือน ผู้รักษาประตู คอยทำหน้าที่ให้ใครผ่านเข้าออกได้ เมื่อเราคาดว่า อินเตอร์เน็ตจะเป็นสื่อกลางสำหรับประชาธิปไตย democracy เราจึงตั้งคำถามแบบเดียวกับที่ตั้งคำถามกับสื่อแบบเก่า ว่า ทำไมหรือทำอย่างไร ที่ จะให้ความคิดเห็นที่หลากหลาย และมักไม่ได้แสดงออก ได้มีที่ยืน และสามารถผ่านตัวกรองคือ Search Engines ได้เหมือนความเห็นกระแสหลัก การโฆษณาส่งผลอย่างไรต่ออินเตอร์เน็ต

ความจริงจะเข้าใจเรื่องนี้ คงต้องเข้าใจหลักการทำงานของกูเกิ้ล Google หรือ Search engines อื่นๆ เสียก่อน จึงจะเข้าใจได้ดีขึ้น ดังนั้นในตอนหน้าเราจะกล่าวถึงการทำงานของ Search Engines อย่างคร่าวๆ ก่อนที่จะกลับมาพูดกันในเรื่องบทบาทของ Search engines and politics, business และทางสังคมอื่นๆ กันต่อไป

Friday, August 12, 2011

Search Engines and politics: Democratic tools?

อย่างที่เล่าไว้ตอนที่แล้วว่า จะมาเล่าถึงบทบาทของ Search Engines กับสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งผมจะถอดความมาจากหนังสือ Web Search: Multidisciplinary Perspectives โดย มีบรรณาธิการคือ Amanda Spink and Michael Zimmer ซึ่งคนแรกเป็นศาสตราจารย์ด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัย Queensland University of Technology, Brisbane และคนหลังเป็น เจ้าหน้าที่โครงการสังคมข้อมูล ของ Yale Law School
ในปัจจุบัน ข้อมูล ความรู้ การค้า และการเมือง ต่างถูกนำขึ้นไปสู่ออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บต่างๆ ทำให้เครื่องมือค้นหาหรือ Search Engines กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเป็นผู้กำหนดการเข้าถึงในไซเบอร์สเปซ และ Google ซึ่งเป็น Search Engines ที่สำคัญที่สุด มีผู้ใช้มากที่สุดจึงมีบทบาทในการกำหนดการเข้าถึงเนื้อหาของผู้ใช้นับร้อยล้านคน ถ้าเราเชื่อว่า การเข้าถึงสื่อต่างๆ ควรเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย Democracy เราก็ควรจะคาดหวังว่า Search engines จะเป็นตัวกระจายข้อมูลในแต่ละเรื่องไปสู่ผู้ใช้อย่างรอบด้าน ไม่ถูกจำกัดด้วยอคติบางอย่าง
ตามหลักการก็คือการที่สาธารณะจะสามารถควบคุมรัฐบาลของตนเองได้ จะต้องได้รับข้อมูลรอบด้าน หลากหลาย และ ข้อมูลฝั่งตรงข้าม ไม่ใช่รับรู้แต่เฉพาะเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งซึ่งอาจจะดีก็ได้ แต่ถ้าไม่รู้เหตุผลอื่น ก็คงไม่สามารถตัดสินได้ว่ามันเป็นเหตุผลที่ดีที่สุด โดยเหตุผลนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องได้รับความนิยม จะมีใครบอกว่าถูกหรือผิด จะทำให้คนพอใจ หรือ เป็นการโจมตีใครโดยเฉพาะ สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องให้สาธารณะได้มีโอกาสตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเมื่อมีอะไรผิดพลาด
ในปัจจุบันที่สังคมและคนมากมาย กระจัดกระจายกันอย่างกว้างขวาง จนไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้โดยตรง สื่อไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ จะเป็นตัวกลางในการนำข่าวสารข้อมูลไปสู่คนทั่วไปโดยไม่ต้องมาพบปะกันโดยตรง ซึ่งควรจะต้องเป็นพื้นที่สาธารณะไม่เอื้อประโยชน์หรือรับใช้กลุ่มการเมือง บริษัท หรือ อภิสิทธิ์ชนใดๆ เป็นพิเศษ แต่ด้วยระบบแบบการตลาด และการแทรกแซงจากรัฐบาล ทำให้สื่อทางหลักเอาชนะสื่อทางเลือก เพราะสื่อต่างๆ ก็ล้วนมุ่งหวังผลกำไรสูงสุด ทำให้สื่อต่างๆ ล้วนนำเสนอเรื่องคล้ายๆ กัน เรื่องที่จะนำไปสู่ ความรู้สึกอยากซื้อสินค้า บริการ และหลีกเลี่ยงเรื่องที่จะนำไปสู่คามขัดแย้ง โดยไม่มีพื้นที่สำหรับความเห็นต่าง และหลากหลาย
อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือล่าสุดที่คาดหวังว่า จะเป็นการกระจายข้อมูลจากศูนย์กลาง ทีทุกคนสามารถเข้าถึง ทุกความคิดเห็นที่แตกต่างกัน โดยปราศจากข้อจำกัด ด้าน เวลา ระยะทาง และเนื้อหา แม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงกับสื่อสิ่งพิมพ์ (ปัจจุบันด้วยความเร็ว ในการนำสัญญาณ ข้อจำกัดตรงนี้ยิ่งน้อยลง เพราะเว็บต่างๆ สามารถเสนอ มัลติมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ – ผู้เขียน) ไม่มีอาณาจักรสื่อใด จะมาเป็นตัวกรองความคิดเห็น ใครอยากสื่ออะไรถึงใครก็สามารถทำได้ ขอให้สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้ก็เท่านั้น แม้แต่กลุ่มที่มาจากรากหญ้า ก็มีกระบอกเสียงของตัวเอง (หนังสือนี้ผู้เขียนเป็นอเมริกัน ซึ่งผู้ใหญ่กว่าร้อยละแปดสิบสามารถเข้าถึงและใช้อินเตอร์เน็ตในการหาข้อมูล ซึ่งคงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่นประเทศไทย ซึ่งตามข้อมูลมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ประมาณสิบหกล้านคน ซึ่งน่าจะประมาณห้าสิบเปอร์เซ้นต์ของผู้ใหญ่เท่านั้น และรากหญ้าไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้-ผู้ถอดความ) ความหวังดังกล่าวจะเป็นจริงอย่างที่หวังหรือไม่ จะมาเล่าต่อในครั้งหน้า

Sunday, August 7, 2011

Who is who and who is survived in search engines business? War games!

เราพอจะรู้อะไรบางอย่างมาจากสองตอนที่แล้ว ว่าอะไรน่าจะเป็นโปรแกรมค้นหาในเว็บ และอะไรที่ไม่ใช่ เช่น ฐานข้อมูล วันนี้เรามาดูประวัติคร่าวๆ ของการพัฒนาวงการ Search Engines อาจจะทำให้เราเห็นภาพของ search engines ที่ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ ยังเห็นการเกิด การดับ การแข่งขัน แย่งชิงพื้นที่ เป็นวัฏจักรทางความคิด การค้า และธุรกิจ ที่หนีไม่พ้น เกิด ดับ เหมือนทุกสิ่งในโลก

Search engines มีรากมาจาก Information Retrieval Systems ระบบการดึงข้อมูลมาใช้ ซึ่งพัฒนาโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการคอมพิวเตอร์ IBMs ช่วงทศวรรษ 50 หรือราวๆ หกสิบปีที่แล้ว และต่อมาเมื่อข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างมากมายการต้องมีเครื่องมือโปรแกรมในการค้นหาจึงเป็นเครื่องมือที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และได้พัฒนาอย่างมากในช่วง ประมาณยี่สิบปีที่ผ่านมานี้

เครื่องมือค้นหาแรกๆ เลยชื่อว่า Archie (Archive ตัดตัว V) 1990 โดยนักเรียนคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยแมกกีล ของแคนาดา โดยโปรแกรมจะดาวน์โหลดไดเรกตอรี่ของชื่อไฟล์ที่อยู่บนพับลิกโดเมนของ FTP แต่ไม่ได้ ทำดัชนีเนื้อหา เพราะตอนนั้น ข้อมูลน้อยมากสามารถทำมือเองได้

Veronica, Jughead เป็นโปรแกรมคล้ายๆ กัน กับอาร์ชี่ ของ บริษัท Gopher 1991

W3Catalog Search Engines รุ่นดึกดำบรรพ์เริ่มในปี 1993

Jumpstation 1993 เริ่มใช้ Web robot เพื่อค้นและสร้างดัชนี

จนในปี 1994 บริษัทแรกที่ใช้ระบบมาตรฐานนี้ ก็เปิดสู่สาธารณะ คือ ไลคอส แต่ชะตากรรมจะเป็นอย่างไร อ่านตอนท้ายของเรื่องนี้

Search Engines ดังในอดีตก็มี Excite, Infoseek, Inktomi, Northern Light, Alta Vista ซึ่งยังใช้การอยู่ แต่แปรรูปไปบ้าง เช่น อิงค์โทมี่ และ อัลตา วิสต้า ที่ควบเป็นของยาฮูไป

Yahoo! เป็นแบรนด์แรกๆ ที่ให้บริการค้นหา (1994) แต่ไม่มี Search engines โดยแรกๆ เป็น Directory ที่ค้นได้ โดยต้องใช้มนุษย์เป็นคนจัดการแยก ปี 2003 ซื้อกิจการของ Inkyomi ทีกำเนิดมาแต่ 1995 และให้บริการแก่ Search engines อื่นๆ มาก่อน พอถูกซื้อ ก็ทำให้ยาฮูมีเครื่องมือค้นหาจริงๆ ต่อมาได้รวม Overture ซึ่งในปี 2001 (Goto.com 1997) ซื้อ Altavista เมื่อ 2003 (Start 1999) และ Alltheweb(start 1999) และจึงได้ รีแบรนด์เป็น Yahoo Search marketing 2005 Yahoo! ใช้เทคโนโลยีของกูเกิ้ลอยู่พักนึงก่อนได้โอเวอร์ทูร์ และล่าสุดก็หันไปซบกับบิงของไมโครซอฟท์แทน

Microsoft เริ่มใช้ MSN search ในปี 1995 (พร้อม Windows 95) โดยช่วงแรกเทคโนโลยี Search Engines ที่มีอยู่แล้ว ได้แก่ Inktomi, Looksmart, Alta Vista และในที่สุดในปี 2004 ก็มี Technology search engines ของตัวเอง และเปลี่ยนมาเป็น Live Search ปี 2004 และล่าสุด Microsoft ได้รีแบรนด์ตัวเอง และกำเนิดSearch engines ในชื่อ Bing เมื่อ กรกฎา 2009 และหลังจากนั้นไม่ถึงเดือน Yahoo! ก็ตกลงร่วมกับ Microsoft ว่าจะใช้ Bing technology และไม่นานมานี้ google ก็กำลังดำเนินการฟ้องร้อง Microsoft ว่าลอกเลียนหรือใช้ข้อมูลของกูเกิลในเครื่องมือค้นหา Bing ไมโครซอฟท์จึงมีทั้งโอเปอเรตติ้งซิสเต็ม อีเมล เว็บบราวเซอร์ และเสิร์ชเอนจิ้นของตนเอง

Google เริ่มในราวปี 1998 โดยนักเรียนปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สองปีเท่านั้น กูเกิลได้กลายเป็น Search engines ที่ใช้กันเพิ่มอย่างมาก และใช้เทคนิค page ranking เพื่อให้ความสำคัญกับเพจที่มีลิ้งค์มามาก แสดงว่าน่าจะสำคัญกว่าเพจอื่นๆ กูเกิ้ลกลายเป็นบริษัทมหาชนในปี 2004 และกลายเป็นเครื่องมือที่ครองตลาดค้นหา และยังซื้อควบกิจการต่างๆ เข้ามาในเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็น You Tube กำเนิดธุรกิจบนอินเตอร์เน็ต Adwords, Adsense, Affiliate Program,bloggerมีเว็บบราวเซอร์และอีเมลของตัวเอง แม้ว่าอินสแตนท์เมสเสจไม่ได้รับความนิยมนัก และล่าสุดก็มี Googleplus ที่คาดว่าจะมาแย่งพื้นที่ของ Facebook ทำให้กูเกิ้ลเป็นมากกว่า Search engines ที่ทรงพลัง กูเกิ้ลยังมีแชร์ และช่วยเสริม Search Engines ของ AOL บริษัทที่ทำธุรกิจหลักเกี่ยวกับซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ และ วีดิโอ ของบริษัทวอร์เนอร์ ซึ่งเข้ามาผนวกกิจการไป ถ้าเอโอแอลหันไปหา ไมโครซอฟท์ตามที่มีคนคาดไว้ กูเกิ้ลจะเสียส่วนแบ่งไป พอสมควรที่เดียว

ยังมีอีกสองเจ้าที่อยากจะพูดถึง เพราะบริษัทต่างๆ ที่มีการทำกำไรระดับโลกนั้นมักจะมีแหล่งกำเนิดในอเมริกา แต่ Baidu ยักษ์ใหญ่ของจีนที่ออกสตาร์ทในปี 2000 ซึ่งครองตลาดหลักกว่าร้อยละหกสิบในจีน ทำให้มีส่วนแบ่งทั่วโลกไม่น้อยเลย อีกเจ้าหนึ่งคือ Lycos ซึ่งมีมาแต่แรกๆ ไล่เลี่ยกับ ยาฮู ต่อมาไม่สามารถแข่งขันกับเจ้าพ่อ กูเกิ้ล ยาฮู ไมโครซอฟท์ได้ ก็ขายกิจการส่วนSearch Engines ยกเว้นของยุโรปให้บริษัทเกาหลี Daum ในปี 2004 ต่อมา
บริษัทดอมก็ซื้อกิจการส่วนยุโรปมา และในที่สุด บริษัทอินเดีย ก็ซื้อกิจการในปี 2010 และกลายเป็นกิจการระดับโลกอีกครั้ง เพราะบริษัทนี้ มีกิจการในออสเตรเลียด้วย แม้จะไม่ใหญ่ยักษ์เท่าบริษัทอื่น แต่ก็ยังมีคนกว่าหกสิบล้านคนทั่วโลกใช้บริการ Lycos ในแต่ละปี

ทุกวันนี้ ห้ายักษ์แห่งวงการที่ มีผู้ใช้บริการมากที่สุดจากการสำรวจ ในปีนี้ (August 2011) ได้แก่
1.Google
2.Bing
3.Yahoo!
4.Ask
5.AoL search


สำหรับรายละเอียด สิบห้าอันดับยอดนิยม จำนวนผู้ใช้ ดูได้จาก http://www.ebizma.com/articles/search-engines

จะเห็นว่า Search Engines นั้นโตมาจากความจำเป็นเนื่องจากการเติบโตของอินเตอร์เน็ต และเวิร์ลไวด์เว็บ และข้อมูลออนไลน์ จากเริ่มต้นด้วยนักศึกษามหาวิทยาลัย ก็กระจายออกสู่ภาคธุรกิจ ส่วนใหญ่ การค้นหายังคงทำได้ฟรี แต่บริษัทเหล่านี้ก็จะโยงใยกับธุรกิจต่างๆ ของตัวเอง ทำให้มีอิทธิพลมากมายในการกำหนดเศรษฐกิจ และการตลาดของตัวเอง มีการโฆษณา และกิจการอื่นๆ อีกมากมายควบคู่ไป และยังส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม ทางสังคมและการเมือง และมีข้อถกเถียงมากมายถึงจริยธรรม ความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้กลายเป็นเครื่องมือการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ในการศึกษา หาความรู้ของ มนุษยชาติได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

มาถึงตอนนี้เราจะได้เห็นภาพของ Search Engines ในแง่เทคนิค ความหมายว่าเป็นโปรแกรม บางอย่าง และได้รู้ว่าอะไรบางอย่างเช่น ฐานข้อมูลที่ไม่ใช่เครื่องมือค้นหา มาตอนนี้เราก็รู้ว่ามีอะไรบ้างที่ยังอยู่ในความนิยมสำหรับโปรแกรมค้นหาข้อมูลเหล่านี้ และภาพการแข่งขันทางธุรกิจ และได้เกริ่นนำถึงภาพรวมผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นทางการศึกษา วัฒนธรรมม สังคม การเมือง จริยธรรม และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งจะมาพูดถึงเรื่องนี้ในคราวหน้า ก่อนจะกลับมาที่เรื่องหนักๆ เช่น มันทำงานยังงัย ทำอย่างไรจะใช้มันได้ประโยชน์ที่สุด ต่อไป